RSS

เส้นทาง MBA ตอนที่ 1 : งานเข้า!

31 May

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเกือบ 2 ปีก่อน…ในช่วงเย็น หลังจากผมเลิกงานตามปกติ กิจวัตรประจำวันที่ผมต้องทำเสมอคือ เล่นเกมส์แก้เครียด แต่เกมส์ที่ผมเล่นมักจะเพิ่มความเครียดให้ผมอยู่เสมอ… ในขณะที่ผมกำลังนั่งเล่นเกมส์อยู่เหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ผมก็ได้ยินเสียงพ่อดังเข้ามาในหูว่า “น่าจะเรียนต่อนะ ลองหาข้อมูลดู” ตอนนั้นเลิกสนใจเกมส์ที่เล่นอยู่ตรงหน้าในทันที สมองประมวลผลต่างๆ มากมาย มีความคิดมากมายดังก้องอยู่ในหัวของผม ณ ขณะนั้น “ซวยแล้วกู” “อะไรวะ เรียนทำไม” “กว่าจะจบ ป.ตรี มาได้ก็เหนื่อยแทบตาย” “จะเรียนอะไรดี” “ถ้าเรียนไม่จบจะทำยังไง” “จะเอาเวลาไหนไปเรียน” ฯลฯ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 1-2 วินาทีเท่านั้น ก่อนที่ผมจะตอบพ่อไปว่า “ครับ” (แม้ประโยคที่พ่อพูดจะเป็นเหมือนข้อเสนอแนะ แต่ก็แฝงไปด้วยการบังคับนั่นแหละครับ…เอาเป็นว่า…”มึงต้องเรียนต่อ ไปหาที่เรียนมา (ไม่งั้นกูจะหาให้มึงเอง)”

“เรียนต่ออะไรดี” เป็นคำถามง่ายๆ ที่ตอบยากนะ…จะเรียนต่อวิศวฯ ดีไหม? จะจบไหม? หัวจะล้านรึเปล่า? หรือจะเปลี่ยนมาเรียน วิทยาการคอมพิวเตอร์ ดีนะ? ไม่หนักเท่าวิศวฯ เมื่อยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ก็คงต้องอาศัยพี่กู(เกิ้ล)นี่แหละ ช่วยหาคำตอบ…. ค้นไป ค้นมา ก็เห็นถึง KEYWORDS 2 คำ คือ MIT และ MBA ตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเรียนต่ออะไรดี…งานเข้าจริงๆ

Google

ระหว่าง

MIT จะเป็นสายเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ สารสนเทศ การจัดการระบบต่างๆ ทางสารสนเทศ ซึ่งก็จะสามารถเอาความรู้จาก ป.ตรี มาต่อยอดได้เลย

หรือ

MBA จะเป็นสายบริหารธุรกิจ ถือเป็นคนละสายกับที่เคยเรียนมาเมื่อตอน ป.ตรี ซึ่งความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดนั้นเท่ากับ 0 เลย ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

ในตอนนั้นผมเริ่มคิดว่า “ถ้ากูไปเรียน MBA กูจะคุยกับคนอื่นรู้เรื่องเหรอวะ?” คนที่ทำงานอยู่ในสายคอมพิวเตอร์จะเข้าใจจุดนี้ดีนะครับ ว่านอกจากพวกเดียวกันแล้ว เราจะไม่สามารถคุยกับคนต่างสาขาได้รู้เรื่องเลย มันเหมือนจะมีวิธีคิดและวิธีรับรู้ที่แตกต่างกันอยู่พอสมควร คนอื่นจะมองว่าเราบ้าความรู้และหลักการจนเกินไป ส่วนเราก็จะมองคนอื่นว่าทำไมคิดช้าจัง เรื่องแค่นี้ทำไมคิดไม่ได้นะ

ผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกในตอนนั้นนะครับ ผมมานั่งคิดต่อว่าจะเรียนที่ไหนดี ซึ่งคำตอบนั้นมันไม่ยากอยู่แล้ว ผมสามารถตอบตัวเองได้ทันทีว่า เรียนที่เดิมนี่แหละ…ก็มานั่งเปิดเว็บอ่านหลักสูตร อ่านวิธีการเรียน อ่านโน่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ จนได้ข้อมูลมาพอสมควร…อย่างน้อยก็รู้ว่ามันกำลังเปิดรับสมัครอยู่ และจะปิดรับสมัครในวันศุกร์นี้

ห๊ะ…ศุกร์นี้ ตายห่านนนนน! (วันนี้วันพุธ)

เชื่อไหมครับว่าผมนั่งคิด “MBA” “MIT” “MBA” “MIT”…. อยู่นานมาก จนกระทั่งผมตัดสินใจได้ว่าผมจะเลือกเรียน MBA อย่างน้อยๆ ผมก็คงไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการเขียนโปรแกรมอีกแล้วหล่ะ อีกอย่างนึง MBA มันคงไม่ยากเท่า MIT มั้ง จบมาแล้วเป็นผู้บริหาร ดูเท่ห์ดี ใครๆ ก็เรียน MBA ชื่อฟังดูแล้วดูดีมีชาติตระกูล….เอาคำตอบไปให้พ่อ…ว่าแล้วเมื่อพ่ออนุมัติปุ๊บ ก็ปริ้นใบสมัครออกมา กรอกๆ ขีดๆ เขียนๆ เตรียมเอกสารหลักฐานเสร็จ………เล่นเกมส์ต่อ….!! เพราะตั้งใจแล้วว่าพรุ่งนี้จะไปยื่นใบสมัครเรียนต่อ แล้วก็จะลางานด้วยเลย 1 วัน เพราะฉะนั้น คืนนี้นอนดึกได้..ว๊ะฮะฮ่า

ยื่นใบสมัครปุ๊บ…จ่ายเงินปั๊บ…รับเข้าเรียนเลย (เฮ้ย! อันหลังนี้ไม่ใช่นะ) มันต้องมีการสอบเข้าด้วย

ห๊ะ!! สอบเข้า…อะไรนะ สอบอีกแล้วเหรอวะ

สอบเมื่อไรครับ……….วันอาทิตย์นี้……โว้ว จะบร้าาาหราาาาา

การสอบจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้าจะเป็นการสอบข้อเขียน และ ช่วงบ่ายจะเป็นการสอบสัมภาษณ์

ช่วงเช้าจะมีข้อสอบ 3 วิชา ได้แก่ 1.ความรู้ทั่วไปทางคณิตศาสตร์ 2.ความรู้ทั่วไปทางบริหารธุรกิจ และ 3.ภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษ — สบายๆ หายห่วง เพราะตอน ป.ตรี ก็เรียนมาแบบภาษาอังกฤษ จนเกือบคิดว่าเรียนหลักสูตรอินเตอร์ฯ ไปแล้ว

คณิตศาสตร์ — สายบริหารธุรกิจแบบนี้ คงไม่น่าจะใช้คณิตศาสตร์ยุ่งยาก ซับซ้อนอะไรมากมาย (เต็มที่แล้วน่าจะมีแค่ Integrate กับ Derivative) ซึ่งก็คงไม่ต้องอ่านไปมากมายอะไร

ความรู้ทั่วไปทางบริหารธุรกิจ — คืออัลไล?? มันจะทั่วไปยังไง? ต้องอ่านอะไรไปสอบวะ? แทบไม่มีความรู้อะไรไปสอบเลย พอมีแค่ การจัดการเบื้องต้น การตลาด และธุรกิจการบิน ที่เคยแอบไปลงทะเบียนเรียนเพื่อดึงเกรดตอน ป.ตรี ซึ่งก็เลือนลางมาก

เอาหล่ะ มีเวลา 2 วัน อ่านความรู้ทั่วไปทางธุรกิจนี่แหละ…ตอนนั้นผมก็เปิดเว็บอ่านเอานะครับ ไม่ได้ซื้อหนังสือ (เพราะคิดว่าถ้าสอบตก ก็คงจะไม่ได้อ่านอีกเลย) ก็จำไปหลักๆ มี มาสโลว์ โอไฮโอ้ 4 P’s การจัดรูปแบบองค์กร ประมาณนี้ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องทั่วไปแล้วหล่ะนะ

วันเสาร์ ประกาศรายชื่อผู้ม่สิทธิ์สอบ……เย้! มีชื่อเราด้วย (ลืมไป นึกว่าประกาศผลสอบ)… วันอาทิตย์ เริ่มสอบ 09:00 น.

ออกจากบ้าน 7 โมงนิดๆ ไปถึงมหา’ลัย 8 โมงกว่าๆ มีเวลานั่งเตรียมตัว ทำใจสบายๆ ซึ่งตอนนั้นก็เริ่มมีผู้ร่วมชะตากรรมมาถึงบ้างแล้ว บางคนก็มีแฟนมาส่ง บางคนก็มาคนเดียว บรรยากาศตอนนั้นทุกคนแลดูสงวนท่าที ต่างคนต่างรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองกันเต็มที่และดูจริงจังกับการสอบครั้งนี้มาก…ส่วนผมเหรอครับ…นั่งเล่นเกมส์ใน iPad (ยังไม่สำนึกนะ กำลังจะสอบแล้ว ความรู้ก็ไม่มี ยังจะเล่นเกมส์อีก)

ผมก็นั่งเล่นเกมส์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่มาตามเข้าห้องสอบ… “ผู้มาสอบทุกคนคะ เข้าห้องสอบคะ”

ข้อสอบมาแล้ว….

ภาษาอังกฤษ…สบายๆ

คณิตศาสตร์…ยังเดาได้บ้าง

ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ…ทำเสร็จในครึ่งชั่วโมง…เพราะข้อสอบที่ออก กับสิ่งที่ผมอ่านมานั้น…ไม่ตรงกันเลยแม้แต่น้อย… “ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีชื่อว่าอะไร” “หน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยคืออะไร” “ดอกเบี้ย MRR คืออะไร” …. ห่านเอ้ย!

ผมทำข้อสอบเสร็จเป็นคนแรก…และออกจากห้องสอบไปทานข้าวเที่ยง เจ้าหน้าที่แจ้งว่าบ่ายโมงตรงเริ่มสอบสัมภาษณ์ที่ตึกเดิม

ทานข้าวเสร็จ…กลับมาสอบสัมภาษณ์ ทุกคนก็นั่งเรียงๆ กัน เหมือนตอนไปสอบสัมภาษณ์ทำงาน จำได้ว่ามีผู้ร่วมชะตากรรมประมาณ 10 คน กรรมการสอบสัมภาษณ์มี 2 คน เป็นห้องเล็กๆ เข้าไปทีละคน เฉลี่ยคนละ 10 – 15 นาที

นิรนาม : “โจ้ รึเปล่าครับ?” — “ใช่ครับ” – “นี่อุ้ยนะ จำได้ป่าว”…. อุ้ย เพื่อนสมัยเรียนประถม ย้ำ!! ประถม!!!!! ผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว สมัยโน่น ดูขาวๆ ตี๋ๆ เหมือนเด็กเรียน แต่ตอนนี้ดูขาว สูง หน้าตาดี สะอาดสะอ้าน (ผมไม่ได้ชอบผู้ชายนะครับ)… “อ้อ!! อุ้ย จำได้ๆ เป็นไงบ้างเนี่ย” ก็พอได้มีเพื่อนคุยบ้างระหว่างรอสอบสัมภาษณ์

ระหว่างนั่งรออยู่นั้น ก็มีคนสัมภาษณ์เสร็จแล้ว ออกมาจากห้อง ก็มีคนถามแนว ถามโผ กันบ้างเล็กน้อย เลยทำให้พอทราบว่าเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ไม่มีอะไรมากมาย ซึ่งก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายไปเล็กน้อย

“พี่คะ ที่นี่เค้ารับทุกคนใช่ไหมคะ?” มีผู้หญิงคนหนึ่งถามเจ้าหน้าที่… “น้องรอประกาศผลพรุ่งนี้นะคะ” ผมเริ่มคิดในใจแล้วว่า “ตอบแบบนี้ คงรับหมดแน่หล่ะ”

“คุณมงคล โสภณ เชิญค่ะ”

— ในห้องสอบสัมภาษณ์ —

กรรมการ 1: แนะนำตัวเองคร่าวๆ หน่อยครับ (เหมือนสมัครงานเลย)

ผม : ครับ..ชื่อ…..อายุ…ประวัติการศึกษา… ฯลฯ

กรรมการ 2: เป็นศิษย์เก่าที่นี่เหรอ ทำไมถึงอยากเรียนที่นี่หล่ะ?

ผม: ใช่ครับ.. เพราะว่า ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยที่…ใกล้บ้าน (ไม่ใช่แล้ว) เป็นมหา’ลัยที่มีคุณภาพในการจัดหลักสูตรการศึกษา…. โม้ไปเรื่อยๆ แบบคนโลกสวย

กรรมการ 1: คะแนนภาษาอังกฤษค่อนข้างดีนะ รู้ไหมที่นี่ต้องสอบภาษาอังกฤษให้ถึงเกณฑ์ด้วย จึงจะจบได้

ผม : (คะแนนวิชาอื่นกูไม่ดีเหรอวะ) อ่อ ครับผม ผมมีโอกาสได้ไปอบรมการเขียนโปรแกรมบน BlackBerry ที่ต่างประเทศบ้างครับ เลยพอได้เรื่องภาษาติดตัวมานิดหน่อยครับ

กรรมการ 1: BlackBerry กำลังจะเจ๊งแล้วนี่.. คุณมองอนาคตของ BlackBerry อย่างไร เทียบกับ Apple

ผม: ผมมองว่า……………. ฝอยไปเรื่อยครับ แม่น้ำมีกี่สายผมชักมาหมดเลย มั่วบ้าง ถูกบ้าง ดูสีหน้ากรรมการ ถ้ายิ้มๆ ก็พูดต่อ ถ้าหน้าเริ่มบึ้งก็เปลี่ยนประเด็น…เอาตัวรอดมาได้

กรรมการ 2: ขอบคุณมากครับ รอฟังประกาศผลพรุ่งนี้ครับ

ผม: ครับผม

เดินออกจากห้องสอบสัมภาษณ์ ก็มีคนถามว่าโดนคำถามอะไรบ้าง…ก็เล่าให้ฟังนิดหน่อยก่อนขอตัวกลับ

วันจันทร์…ประกาศผลมีชื่อผมด้วย (ถ้าผมจำไม่ผิด อาศัยการนับจำนวนเอา) น่าจะผ่านกันทุกคนนะครับ…พร้อมกันนั้นท้ายประกาศแจ้งว่า จะเปิดเริ่มวันแรกในวันเสาร์ที่จะถึงนี้…โอ้โห ไวจริงๆ สมัคร-สอบ-ประกาศผล-เริ่มเรียน ใช้เวลาไม่ถึง 10 วัน!

MBA1

เอาหล่ะครับ..สำหรับการเริ่มต้นของเส้นทาง MBA ตอนที่ 1 ก็คงจะขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ ในตอนหน้าผมก็จะมาเล่าบรรยากาศการเรียน การสอน และความรู้สึกหลังจากการกลับมาเป็นนักศึกษาอีกครั้ง…ฝากติดตามกันด้วยนะครับ หากเพื่อนๆ ต้องการจะติดต่อหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันก็สามารถทักทายกันได้ที่ Twitter: @JoThailand744 ครับ

สวัสดีครับ

 
Leave a comment

Posted by on May 31, 2014 in MBA Story

 

Tags: , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: